กรุ๊ปเซ็นทรัล ยักษ์ขายปลีกในประเทศไทย ประกาศประสานมือร่วมธุรกิจค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาหรือ 16,500 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ JD.com (NASDAQ : JD) บริษัทอีคอมเมิร์ซเชื้อชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แล้วก็ JD Finance หัวหน้าด้านฟินเทคของจีน เปิด 2 ธุรกิจร่วมในประเทศไทยในด้านอีคอมเมิร์ซ และก็ฟินเทค เพื่อมุ่งสู่ความเป็นหัวหน้าตลาดออนไลน์ของเมืองไทย

ภายใต้ความร่วมแรงร่วมใจคราวนี้ เงินลงทุน 50% มาจากกรุ๊ปเซ็นทรัลคิดเป็นปริมาณ 8,250 ล้านบาท รวมทั้งอีก 50% มาจาก JD.com รวมทั้ง JD Finance รวมทั้ง Provident Capital (โพรพีเดนท์ แคปปิตอล) ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือด้านวิธีการของ JD.com ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอินโดนีเซีย การเปิดตัวธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ แล้วก็ฟินเทคคราวนี้ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในแวดวงขายปลีก และก็ไฟแนนซ์ในประเทศไทย

โดยนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุ๊ปเซ็นทรัล จำกัด เผยออกมาว่า กรุ๊ปเซ็นทรัลจะนำความแข็งแกร่งด้านธุรกิจขายปลีก ที่มีโครงข่ายร้านขายของ (physical stores network) ที่บริบูรณ์ที่สุด พร้อมรองรับการให้บริการแบบหลอมรวมทุกหนทาง หรือออมนิชาแนล (Omnichannel) แล้วก็การจ่ายเงินที่สบายขึ้นด้วยลู่ทางที่มากมาย รวมทั้งใช้แบรนด์แล้วก็ความเกี่ยวข้องที่ดีกับคู่ค้า แล้วก็วิชาความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับแวดวงขายปลีกจากฐานลูกค้า The 1 card มากลับโฉมธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและก็เพิ่มลู่ทางให้กับลูกค้า รวมทั้งความก้าวหน้าเติบโตของกรุ๊ปเซ็นทรัลในด้านออมนิชาแนล ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใหม่ ตอนที่ JD.comจะนำความชำนาญทางเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และก็ด้านโลจิสติกส์มาเสริมเข้มแข็งให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในคราวนี้

ส่วนความร่วมแรงร่วมใจด้านบริการฟินเทค จะต่อยอดจากวิชาความรู้เชิงลึกทางด้านเทคโนโลยีด้านการเงินของ JD Finance รวมถึงประสบการณ์การพัฒนาบริการฟินเทคที่ไม่ยุ่งยากต่อการใช้งานในตลาดใหม่ๆการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีคลาวด์ รวมทั้งเทคโนโลยีอื่นๆที่ล้ำยุค

นายทศพูดว่า JD ได้พิสูจน์ให้มองเห็นถึงความแข็งแกร่ง และก็ความสามารถของบริษัทสำหรับเพื่อการดำเนินธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมาย ในฐานะหัวหน้าธุรกิจขายปลีกออนไลน์ในประเทศ จีน ก็เลยนับว่าเป็นจังหวะดีที่จะเลือก JD มาเป็นผู้ส่งเสริมด้านอีคอมเมิร์ซกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อต่อยอดให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตเยอะขึ้นเรื่อยๆ เนื่อง จากปัจจุบันนี้คนประเทศไทยใช้สมาร์ทโฟนมีปริมาณเยอะขึ้นเรื่อยนำมาซึ่งการทำให้การใช้จ่ายสูงมากขึ้นและก็ ตลาดอีคอมเมิร์ซก็ได้โอกาสเติบโตอย่างเร็วเยอะขึ้นด้วยด้วยเหมือนกัน ซึ่งความร่วมแรงร่วมมือคราวนี้จะช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และก็อำนวยความสะดวกสำหรับเพื่อการซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านหนทางออนไลน์ ทำให้ชาวไทยหันมาช็อปออนไลน์กันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยนับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของกรุ๊ปเซ็นทรัล สำหรับเพื่อการขึ้นเป็นหัวหน้าด้านขายปลีกออนไลน์ของเมืองไทยอย่างแท้จริง คาดว่าในสิ้นปี 2560 นี้จะมองเห็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซและก็ฟินเทค ที่เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมมือของ 2 บริษัทฯแน่ๆ

“JD.com เป็นบริษัทด้านอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนแล้วก็เป็นธุรกิจขายปลีกที่ใหญ่ที่สุดในเชิงของรายได้อีกด้วย มีการเขียนเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย แล้วก็มีแอพพลิเคชั่นสำหรับตลาดจีนโดยยิ่งไปกว่านั้น และก็ยังรองรับการซื้อผ่าน WeChat แล้วก็ Mobile QQ ถือว่าเป็นการมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ต่างกัน รวมทั้งทำให้ JD มีส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดในวงการอีคอมเมิร์ซเมืองจีน มีที่ทำการ 7 ที่ มีคลังสินค้า 335 ที่ ใน 2,691 เขต แล้วก็เมืองทั่วทั้งประเทศจีน นอกเหนือจากนี้ JD.com ยังเป็นพวก NASDAQ100 และก็เป็นบริษัทที่มีชื่ออยู่ใน Fortune Global 500 ด้วย”

สำหรับ JD Finance เป็นบริษัทฟินเทคชั้นหนึ่งของเมืองจีน ตอนนี้มีธุรกิจหลักอยู่ 10 ชนิดเป็นไฟแนนซ์เพื่อซัพพลายศาสนาเชน, ไฟแนนซ์เพื่อลูกค้า, คราวด์ฟันดิ้ง, การจัดการความร่ำรวย, การชำระเงิน, สัญญาประกันภัย, ไฟแนนซ์เพื่อต่างจังหวัด, เทคโนโลยีด้านไฟแนนซ์ แล้วก็ธุรกิจนานาประเทศ มีลูกค้าหน่วยงานมากยิ่งกว่า 500,000 ราย แล้วก็ลูกค้าบุคคลกว่า 150 ล้านราย นอกเหนือจากนั้น JD Finance ยังคงใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และก็เทคโนโลยีนำสมัย เพื่อบริการที่พร้อม รวมทั้งรองรับในสิ่งที่ต้องการของสถาบันการเงินมากมายที่

ด้านนายริชาร์ด หลิว ประธานและก็ประธานข้าราชการบริหาร JD.com บอกว่า ความร่วมแรงร่วมใจคราวนี้ บริษัทฯแลเห็นจังหวะสำหรับเพื่อการขยายกิจการ เนื่องจากว่าไทยมีปริมาณมวลชนมากมาย ประกอบกับมีส่วนประกอบเบื้องต้นที่ล้ำสมัย รวมทั้งโครงข่ายด้านโลจิสติกส์อดทน เอื้อในการพัฒนาบริการด้านอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งฟินเทคเป็นอย่างยิ่ง

“การร่วมงานกับกรุ๊ปเซ็นทรัล ซึ่งเป็นหัวหน้าธุรกิจขายปลีกของเมืองไทยที่มีห้างและก็ห้างสรรพสินค้าทั่วทั้งประเทศ มีกรุ๊ปธุรกิจนานัปการมากยิ่งกว่า 9 กรุ๊ปธุรกิจหมายถึงกรุ๊ปธุรกิจห้าง, กรุ๊ปผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค, กรุ๊ปธุรกิจอุปกรณ์ก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน แล้วก็เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์, กรุ๊ปธุรกิจห้างสรรพสินค้า และก็อสังหาริมทรัพย์, กรุ๊ปธุรกิจเครื่องมืออุปกรณ์การเรียน หนังสือ และก็ออนไลน์, กรุ๊ปธุรกิจโฮเต็ลแล้วก็รีสอร์ต, กรุ๊ปธุรกิจบริหารแล้วก็การตลาดผลิตภัณฑ์แฟชั่น, กรุ๊ปธุรกิจห้องอาหาร และก็กรุ๊ปธุรกิจในประเทศเวียดนาม ยิ่งกว่านั้น ยังมีห้างหรูในกรุ๊ป “ลักชัวรี คอลเลคชั่น (Luxury Collection)” ในประเทศไทย แล้วก็ในทวีปยุโรป ซึ่งมีความน่านับถือและก็มีชื่อเสียงของชาวไทย และก็คนทั่วทั้งโลกมากมายว่า 70 ปี มีการขยายกิจการไปทั่วทั้งโลกรวมทั้งในประเทศไทยมากยิ่งกว่า 3,075 ที่ จะช่วยเสริมสมรรถนะรวมทั้งมีคุณประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจสู่เอเซียอาคเนย์”.

ที่มาของเนื้อหา : www.thairath.co.th



Tuesday, October 3, 2017





« ย้อนกลับ

Powered by WHMCompleteSolution